No. 112/2563
การศึกษาการปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกผักเข้าสู่การปฏิบัติทาง การเกษตรที่ดี (GAP) กรณีศึกษา คะน้าและถั่วฝักยาว
Abstract
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการปรับตัวของเกษตรกรเข้าสู่ระบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และเปรียบเทียบต้นทุน–ผลตอบแทนระหว่างเกษตรกรที่ปลูกผักระบบ GAP กับระบบทั่วไป โดยศึกษาจากเกษตรกรผู้ปลูกคะน้าและถั่วฝักยาวในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น และนครปฐม พบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่ระบบ GAP ได้แก่ ราคาขายผัก การอบรมและศึกษาดูงาน ประสบการณ์การปลูกผัก ระดับการศึกษา และพื้นที่ปลูกผัก
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการปลูกผักระบบ GAP มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าระบบทั่วไป เนื่องจากใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชน้อยกว่า แม้ว่าผลผลิตต่อไร่อาจต่ำกว่า แต่สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่า ส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสุทธิสูงกว่าทั้งในกรณีของคะน้าและถั่วฝักยาว
ดังนั้น การส่งเสริมความรู้ด้านการผลิตผักระบบ GAP การลดต้นทุนผ่านการผลิตปัจจัยการผลิตใช้เอง และการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อวางแผนการผลิตและการตลาด จะช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรได้มากขึ้น
